20 December 2014  
‘ข่าวใต้’ ในสายตาอุสตาซ
2010-04-30 17:49:45

*กองบรรณาธิการสำนักข่าวอามาน

ทัศนคติร้อนๆ ของเหล่าโต๊ะครูและอุสตาซ –ครูสอนศาสนาอิสลามจากเหล่าโรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์สื่อมวลชนอย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะประเด็นการรายงานข่าวที่บิดเบือนสร้างความเกลียดชังระหว่างกัน พวกเขาเสนอทางออกด้วยการจัดตั้งองค์กรติดตามตรวจสอบและโต้ตอบด้วย ‘ความจริง’ พร้อมกับสนับสนุนให้ ‘คนพื้นที่’ เป็นนักข่าวนักเขียน ลุกขึ้นมารายงานข่าวใต้ในมุมมองของคนพื้นที่

“มันมีแต่ข่าวบิดเบือน  ทำให้คนไทยเกลียดชังคนมลายู หาว่าคนที่นี่มีแต่โจร มีแต่คนไม่ดี อย่างนี้หรือที่สมควรจะเรียกว่าสื่อมวลชน พวกเขาจงใจให้คนไทยเกลียดคนมลายูหรือไม่” ทั้งข้อสรุปที่มาพร้อมกับคำถาม ผสานกับอารมณ์ที่คุกรุ่นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจและความโกรธ พลอยทำให้บรรยากาศในห้องประชุมเงียบสงัดหลังผู้พูดทิ้งช่วง

“ถ้ายังไม่หยุดสร้างความเกลียดชัง การแบ่งแยกที่รัฐบอกว่าเป็นฝีมือของคนมลายูน่าจะเป็นการกระทำโดยสื่อมวลชนมากกว่า ไม่รู้พวกเขามีประเด็นอะไรซ่อนเร้นในการรายงานหรือไม่ แต่มันคือการทำให้คนไทยเกลียดชังคนมลายู” ผู้พูดคนเดิมตบท้าย

ในห้วงของการสนทนาและอภิปราย หลายๆ วาทกรรมที่คนฟังได้ยินแล้วรู้ว่าเป็นข่าวความรุนแรงในภาคใต้ เช่น “โจรใต้” “โจรมุสลิม” “ขบวนการโจรก่อการร้าย” “ปัตตานีโหด” “ใต้เดือด” “แบ่งแยกดินแดน” “รัฐปัตตานี” ฯลฯ ถูกหยิบยกขึ้นมาประกอบ พวกเขาล้วนแล้วแต่รู้สึกถึงการถูกจงใจสร้างภาพไปในเชิงลบมากกว่าการรายงานด้วย ‘ความจริง’

“สิ่งเหล่านี้ทำให้คนไทยเข้าใจว่าที่ 3 จังหวัดและ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลามีแต่โจรก่อการร้าย ชาวบ้านทุกคนสนับสนุนผู้ก่อความรุนแรง สิ่งที่สะท้อนผลร้ายได้ชัดคือคนไทยเกลียดชังคนที่นี่ เวลาคนที่อยู่ 3 จังหวัดไปทำธุระที่ต่างจังหวัดหรือที่กรุงเทพฯ รถยนต์ถูกกรีดบ้าง รถแท็กซี่ไม่จอดรับบ้าง สิ่งเหล่านี้คือความข่มขื่นที่คน 3 จังหวัดได้รับ”

ความเจ็บปวดที่ได้รับจากทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง พวกเขามั่นใจว่านั่นคือผลที่มาจากการรายงานของสื่อมวลชนที่ไม่ถูกต้อง เหล่าอุสตาซมองว่า เกิดจากรากเหง้าที่เป็นความอคติของคนที่ทำหน้าที่สื่อ ความไม่เข้าใจในขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ ความไม่รู้ในหลักการศาสนา หรือหลักปฏิบัติของคนในพื้นที่ ที่สำคัญคือ ไม่รู้ว่าลึกๆ แล้ว คนส่วนใหญ่ในภาคใต้คือผู้บริสุทธิ์ที่ต้องการสันติภาพ

“เวลารายงานข่าวก็เอาแต่ความรุนแรง สิ่งที่ขายได้ ที่คนสนใจ  โดยไม่คำนึงว่าจะส่งผลร้ายอย่างไรต่อคนอีกจำนวนมาก เขาแคร์ผู้บริโภคข่าวของเขามากกว่าประชาชนคนพื้นที่ เอาแต่ความสะใจ ความหวือหวา นี่คือความเป็นจริง”

แล้วเราจะจัดการกับภาพเหล่านี้อย่างไร? นั่นคือคำถามที่เหล่าครูสอนศาสนาอิสลามพากันขบคิดกันข้ามคืน ก่อนที่เช้าวันรุ่งขึ้นจะให้ข้อสรุปเกี่ยวกับประเด็นทางออกอย่างน่าสนใจ

“น่าจะมีองค์กรสักองค์กร ที่เป็นอิสระ และเป็นของภาคประชาชนทำหน้าที่ติดตามและตรวจสอบการรายงานข่าวของสื่อมวลชน หากมีลักษณะที่บิดเบือนหรือรายงานความจริงอย่างผิดเพี้ยนเราก็ต้องมีการตอบโต้ด้วยข้อมูลที่เป็นความจริง”

แม้จะยังไม่สามารถบอกได้ว่า  “ใคร” จะเป็นผู้สร้างองค์กรอิสระที่ว่าขึ้นมา หรือจะทำให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอย่างไรบ้าง แต่พวกเขาก็จะนำกลับไปขบคิดกันต่อว่าจะหาทาง “ปั้น” มันขึ้นมาได้อย่างไร ซึ่งหัวใจสำคัญคือการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายนั่นเอง

นอกจากการหาทางป้องปรามข่าวที่บิดเบือนด้วยองค์กรอิสระภาคประชาชนอย่างที่ว่า พวกเขายังต่อยอดความเห็นอีกว่า การกล่าวโทษข่าวที่บิดเบือนอาจเป็นเพียงปลายเหตุที่ไม่มีวันจะสู้ด้วยข้อเท็จจริงในมุมของคนพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากปัจจุบันมีสื่อใหม่ๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก ทั้ง “กระแสหลัก” และ “กระแสรอง” ที่ไม่อาจ “กรอง” ได้ทั้งหมด และสื่อมวลชนก็มีสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อเขียนและความคิดเห็นอย่างเป็นอิสระ หากพวกเขาจะสู้ก็ต้องใช้สิทธิเสรีภาพที่มีอยู่ของตนเอง โดยการเป็นฝ่ายผลิตสื่อและสร้างช่องทางการรายงานความจริงของตนเองขึ้นมา

นั่นจึงเป็นที่มาของความต้องการฝึกอบรมการเป็นนักข่าวนักเขียนของเหล่าอุสตาซ และพร้อมจะจุดประกายความต้องการนี้ไปสู่คนชายแดนใต้รายอื่นๆ เพื่อให้เป็นผู้ทำหน้าที่สื่อมวลชน นำเสนอข้อเท็จจริงของตนเองออกมาสู้กับความจริงกระแสหลักที่มีอยู่

“ถ้าเราไม่ทำ  ความจริงก็ยังถูกบิดเบือนวันยันค่ำ  เราแก้ไขที่คนอื่นไม่ได้  เพราะเขาอาจมีอคติหรือความไม่เข้าใจ ความอยู่ห่างไกลจากเหตุการณ์ แต่เราสามารถทำได้ด้วยการบอกเล่าความจริงในมุมมองของเราเอง เป็นข้อเท็จจริงในมุมของชาวบ้าน เราต้องสร้างด้วยตัวเราเอง” นั่นคือข้อสรุปของอุสตาซรายหนึ่ง

แม้จะยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นความตั้งใจนี้อย่างไร เพราะพวกเขามองว่า การจะให้ชาวบ้านหรือคนที่ไม่เคยเรียนรู้ทางนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์มานั่งเขียนข่าวหรือบอกเล่าความจริงในรูปแบบที่น่าอ่านนั้นควรทำอย่างไร ควรต้องมีการฝึกอบรมและหาผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ “เชิงเทคนิค” เสียก่อน เสริมมุมมองและวิธีคิดบางประการลงไป ส่วนวัตถุดิบนั้นมีอยู่ในตัวแล้วทุกคน แต่สิ่งที่เป็นโจทย์ใหญ่คืองบประมาณที่จะนำมาเริ่มต้นความตั้งใจนี้

“ถ้าเราเขียนไม่เป็น สื่อสารแบบที่เรามีข้อจำกัด ปัญหาจะเกิดขึ้นอีกว่า  เราเขียนไปก็ไม่มีใครอ่าน ไม่น่าสนใจ ทำให้ความจริงที่เราต้องการสื่อไปไม่ถึงผู้บริโภค” อุสตาซรายหนึ่งกล่าวทิ้งท้าย

อุปสรรคสำคัญของโครงการนี้จึงยังอยู่ที่ทุนรอนที่จะนำมาใช้ขับเคลื่อนให้ข้อเสนอกลายเป็นรูปธรรม แต่คาดว่าคงไม่ยากเกินความสามารถของผู้เกี่ยวข้อง  เพราะท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าใครก็คงต้องการให้ปัญหาภาคใต้สงบโดยเร็วที่สุด  เกิดสันติภาพทั่วทุกหย่อมหญ้าชายแดนภาคใต้

นอกจากบางฝ่ายบางคนที่ต้องการให้ “ความจริง” อีกด้านสร้างความเกลียดชังร้าวฉานเกิดขึ้นในใจคนต่อไป.


*ถอดความจากเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้หาทางออกในประเด็นสาธารณะ โดยสำนักข่าวอามาน ซึ่งจัดขึ้นที่เพ็ชรมี รีสอร์ท อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 25-26 เมษายนที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนโดยมูลนิธิเอเชีย (Asia Foundation)

 

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย

 

| หน้าหลัก | English | Bahasa | العربية | เกี่ยวกับเรา |
สำนักข่าวอามาน © 2010 . All Rights Reserved.
297/28 หมู่บ้านออมทอง ถ.หนองจิก ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี 94000
อีเมล์ : info@amannews.org โทรศัพท์/โทรสาร : 0-7331-2291 มือถือ : 08-9732-1987